2008/Jun/11

เออ กูดองได hi5 กูก็ไม่เม้น ไม่อัพ งานเขียนคิดไว้ก็ไม่เขียน ไม่มีเหตุผลใดๆในการแก้ตัว มันก็แค่ความขี้เกียด ที่จะทำในสิ่งที่รัก (ขัดกันจิงๆ) วันนี้มีอารมณ์เขียน ก็แค่มาเขียน นี่แหละศิลปินโดยแท้

 หลังจากบทความเกี่ยวกับญี่ปุ่น ในช่วงสองปีกว่าไม่ได้คืบหน้า กะว่าจะออกพอกเกตบุคเก๋ๆแบบคนอื่นเค้า ก็คงไม่ใช่เร็ววันนี้ และคงไม่ใช่ชาตินี้ด้วยแหละมั้ง ก็แน่แหละใครมันจะเอาภาษาหยาบโลนและ เรื่องเลวๆของประเทศที่คนอื่นมันบ้าคลั่งคิดว่าดีกัน ไปพิมพ์ขายหล่ะ ก็มีแต่เจ๊งดิ  ช่างแม่งญี่ปุ่น

หลังจากจบแล้ว กลับไทยและไม่มีงานทำอยู่สองเดือน ชีวิตได้แต่ขายของกินไปวันๆ เดือนนึงไม่กี่หมื่นแล้วเมื่อไหร่จะมีเฟอรารี่แบบคนอื่นเค้า งานไม่มีไม่เปนไรอ่ะ เมียยิ่งไม่มีอีก อยากจะโดดตึกแทบพาราก้อนให้เปนข่าวกะเค้าบ้าง ยิ่งช่วงนี้ เกาหลีมาแรงหลังจากเลิกกินเจ ไปกิน K แทนแล้ว ชีวิตก็หมกหมุ่นกับเรื่องแบบนี้มากขึ้น

อนิจจาคนโสด

กรรมชั่วก็ทำมามาก หลอกคนอื่นให้รัก ทำเหมือนรักแต่ไม่ได้รัก ให้ความหวังเค้า ฯลฯ กับกรรมชั่วในเรื่องนี้ บางทีก็ถึงเวลาย้อนรอยกรรมเก่ามาทำให้หัวใจบอบช้ำกับบางคนที่ไม่ใช่ไม่รัก แต่ก็แค่รักไม่ได้

เลิกเพ้อเจ้อเข้าประเดน วันนี้เราจะมาทำเพื่อสังคมกับบทความเกี่ยวกับการบริจาคโลหิต ขอให้บทความชวนเชื่อนี้ มีคนหลงเชื่อไปบริจาคโลหิต และผลบุญของมัน ส่งผลให้กูมีเมีย (เป็นเกาหลีก็ดี) ด้วยเถิด สาธุ

ประเดนของการที่คนเราต้องไปบริจาคเลือดก็เพราะว่า ในแต่ละวันมีผู้ป่วยที่ต้องให้เลือดจำนวนมาก จากหลายๆสาเหตุเช่นอุบัติเหตุ หรือโดนแทงข้างหลังเป็นต้น ซึ่งเลือดที่มีอยู่นั้นไม่เพียงพอต่อการช่วยเหลือคนทั้งประเทศ ประมาณนี้แหละ ช่างเหอะ

บทความนี้ จะตัดสลับระหว่างการชักชวนให้บริจาคเลือด และประสบการณ์จิงของผู้เขียน ควรแยกเนื้อเรื่องให้ออกระหว่างอ่านด้วยนะ

จิงๆแล้วกูเคยไปสถานที่รับบริจาคเลือด ก็คือสภากาชาดไทย ครั้งนึงเมื่อนานมาแล้ว ตอนนั้นมีคนชวนไปเปนเพื่อน กูก็แค่ไปนั่งรอแต่ไม่ได้มีโอกาสไปลิ้มรสกับเค้า ก็เหมือนกับ เข้าอาบอบนวดแต่เป็นเกย์อ่ะ (เหี้ย เปรียบเทียบซะ)

เยนเมื่อวาน กูก็ได้มีโอกาสพูดคุยกะน้องคนนึง ชื่อน้อง พ. ซึ่งต่อไปนี้เราจะเรียกว่าน้องพอลล่า ให้ดูสูงๆเข้าไว้ ซึ่งน้องพอลล่าเป็นคนที่กู ... มีอดีตทั้งสุข และเศร้ามากคนนึ่ง แม้เคยปรารพว่าจะตัดขาดจากเธอ แต่หัวใจก็ดื้อดึง ไปคุยกับเค้าจนได้ และก็รู้ว่า วันรุ่งขึ้น น้องพอลล่าเค้าจะไปบริจาคเลือด กูก็ เออ ก็แค่อยากทำให้ถ่านไฟเก่ามันร้อน และบางทีทำบุญบ้างก็ดี เอาเลือดชั่วๆออกไปจากตัว

เคยได้ยินมาว่าการบริจาคเลือด จะต้องมีร่างกายที่แข็งแรงก่อนบริจาค เช่นการพักผ่อนที่เพียงพอ การกินอาหารที่สมบูรณ์ แน่นอน คืนนั้นหลังจากที่นัดหมายกะน้องพอลล่าว่าจะขอร่วมหอลงโรงไปตลอดชีวิต เอ้ย จะไปด้วยกัน กูก็รักษาสุขภาพตัวเองดีมาก ด้วยการ

ดูบอลยูโร คู่แรก สเปนถล่มรัสเซีย และกะว่านอนเลย แต่ไหง ก็ดูคู่สองต่อ สวีดิชถล่มกรีซ กว่าจะจบก็ตีสี่ นอนดึกไม่เท่าไหร่ เรามาเพิ่มการดูแลสุขภาพด้วยการแดกแอลกอฮอล์ ระหว่างดูบอลไปด้วย ทั้งนอนดึก และเมา และตื่นมาแฮง และไม่แดกข้าวเช้า กูจะเปนบุคคลแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทย ที่บริจาคเลือดด้วยสุขภาพเลวๆ โทรมๆ แน่นอน (พอลล่าจ้ะ ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้ พี่ขอโทดด้วยที่ไม่เล่าความจิงทั้งหมดนะ) น่าเอาเป็นเยี่ยงอย่างมาก 

ตื่นเช้ามากูก็คิดได้ เชดเข้ กูแดกแอลกอฮอล์ไป เค้าจะอนุญาติให้กูบริจาคเลือดได้หรือไม่  ประเดนคือคิดว่า การที่มีแอลกอฮอล์ในเส้นเลือด จะไม่สามารถบริจาคได้ เนื่องจากคนรับเลือดของเราจะเมาตาม ก็คิดไปต่างๆนานา กัวว่าบริจาคไม่ได้ ก็เสียเที่ยวป่าวๆ เลยต้องเข้าไปเชคเนต google คำว่า คุณสมบิติผู้บริจาคเลือด ซะหน่อย จิงจังป่ะหล่ะ เพื่อสังคมมากๆ ปรากฏว่า ไม่มีกฏห้ามแดกแอลกอฮอล์ก่อนบริจาคเลือด มีแค่รับการพักผ่อนที่เพียงพอเกิน 6 ชั่วโมง ไม่เปนโรคเสี่ยงต่างๆประมาณนี้ ช่างแม่ง ไหนๆก็ไม่ทันและ ตื่นมาก็ใกล้เวลานัด แดกแค่นมก่อนออกจากบ้านก็พอ

เมื่อไปถึงที่ สภากาชาดไทย (เราสามารถนั่งรถไฟใต้ดินลงสีลม และเดินไปอีกนิดหน่อยได้) ในขณะนั้น ไม่ได้แฮงแล้ว แต่ร้อนมาก และค่อนข้างตื่นเต้นเพราะครั้งแรก มันต้องกัวเสียวเป็นธรรมดา เมื่อเข้าไปถึงตึกรับบริจาคซึ่งไฮโซมากๆ น้องพอลล่ายังไม่มา กูเลยไปทำบัตรผู้บริจาคใหม่ซะก่อน ระหว่างกรอกใบสมัคร ป้าที่ดูแลก็ถามความพร้อมของเรา เช่นนอนมาพอหรือป่าว กินข้าวเช้ามาหรือยัง แน่นอน กูยิ้มๆและตอบว่า ผมฟิตครับ พร้อมเสมอ ทั้งๆที่จิงๆไม่เปนเช่นนั้น เอาวะ รู้ว่าเสี่ยงแต่คงต้องขอลองอ่ะ หลังจากตอแหลป้าจนป้าแกยอมให้กูทำบัตรเสด ก็ออกไปนั่งรอซักพัก น้องพอลล่าก็มาถึง

  วันนี้น้องพอลล่ามาในเสื้อเหลือง น่ารักเหมือนเดิม จบ ไม่บรรยาย กูหวง อย่ามายุ่ง

ขั้นต่อไปก็ไปกดบัตรคิวเพื่อเข้าห้องตรวจความดัน และความเข้มข้นของเลือด เมื่อถึงคิวกู ในฐานะที่เป็นผู้บริจาคใหม่ ย่อมได้รับความสนใจจากเจ๊ๆพยาบาลเป็นพิเศษ คำถามแรกที่เจอมาใหม่หรอ ไม่เคยบริจาคที่ไหน เมื่อคืนนอนกี่โมง "เอิ่ม เที่ยงคืนคับ" แล้วตื่น "เก้าโมงเช้า" เวลาก็พอนะคะ แต่ครั้งหน้าถ้าจะมาบริจาค นอนก่อนเที่ยงคืนนะคะ จะได้พักผ่อนมากๆ เพราะครั้งที่สองจะเอาเลือดมากกว่าครั้งแรก "คับผม" โอ้วขนาดตอแหลกูยังโดนด่าเลย ถ้ากูบอกว่า นอนตีสี่ ตื่นเก้าโมงครึ่ง เจ๊จะกดออดเรียก รปภ มาหามกูออกไปไหมเนี้ย ก็นู๋วอยากบริจาคแค่ร่างกายบอบบางผิดด้วยหรอคะ T_T ต่อมา กินข้าวเช้าหรือยัง "กินแล้วคับ" อีกหนึ่งคำตอบตอแหล หลังจากนั้นก็มีคำถามอีกนิดหน่อย หลังจากวัดความดัน ก็ไปตรวจความเข้มของเลือด ถ้าเปนโลหิตจางก็จะบริจาคไม่ได้ วิธีการคือใช้ที่เจาะเลือดบริเวณปลายนิ้ว อารมณ์หนังจีนเวลาจะลงชื่อสาบานต้องกัดนิ้ว เอาเลือดมาเขียน เลือดก็จะซึมๆออกมานิดนึง ไม่เจ็บเลยแม้แต่น้อย จะมีการเอาเลือดไปทดสอบในแอลกอฮล์ ถ้าเลือดจมแปลว่ามีความเข้มข้นสูง สามารถบริจาคได้ และสามารถดูกรุปเลือดแบบคร่าวๆได้ด้วย ยอดมาก นอกจากนี้ยังแถมยาบำรุงโลหิตให้ไปกินเล่นอีกด้วย

ขั้นตอนต่อไป ก็ไปลงทะเบียนผู้บริจาค ขั้นตอนนี้ไม่มีไรมาก

ต่อมา น้องพอลล่าก็ขอไปปั๊มบัตรจอดรถ และเลยเถิดไปถึง การลงชื่อบริจาค สเตมเซลล์ อธิบายยากว่าคืออะไร ไม่อธิบายแล้วกัน เอาว่าบริจาคเหี้ยไรตอนนี้ จัดไปทั้งนั้นอ่ะ ขอมาเหอะ ขอบ้าน ขอรถ มีเหลือใช้จะให้

ก่อนอื่นต้องอธิบายก่อนว่า ทำไมทุกคนถึงต้องถามคำถามกดดันเราขนาดนั้น เหตุเพราะการสูบเลือดของเราออกไปในปริมาณมากนั้น จะมีผลต่อสุขภาพของเรา หากเราร่างกายไม่แข็งแรงพอ อย่างง่ายๆก็แค่อาการหน้ามืด วิงเวียน เหมือนเสียเลือดมากเป็นต้น แต่ถ้าเราฟิต ก็จะหายจากอาการพวกนี้ได้เร็ว

หลังจากนั้นก็ขึ้นไปชั้นสอง ซึ่งกูก็ไม่ได้เตรียมตัวว่าจะต้องเสียตัว เอ้ยเสียเลือดเร็วขนาดนั้น อารมณ์น่าจะมีนั่งรอคิวให้ทำใจสักพัก แต่ไม่เปนเช่นนั้น ขึ้นมาถึงชั้นสอง ก็เข้าห้องสูบเลือดกันเลยทันที ในห้องจะมีลักษณะเป็นเตียงนอนเอนๆ คล้ายๆเตียงสระผม ร้านเสริมสวยเรียงๆไป แต่วันนี้เปิดบริการแค่ไม่กี่เตียง เข้าไป ก็ได้เตียงคู่ติดชิดใกล้กับน้องพอลล่า ช่างโรแมนติกยิ่ง

ขึ้นไปนอนบนเตียง ไอ้เราก็มารยาทดีจะถอดรองเท้า พี่พยาบาลก็บอกไม่ต้องถอด เพราะถ้าลุกแล้วเวลาก้มใส่รองเท้าจะหน้ามืดได้ ขอโทดที่ผมมารยาดี เอ้ย มารยาทดีนะคับ หลังจากขึ้นนอนห่มผ้าบนเตียง บรรยากาศเหมือนไปสปาเสด เช่นเดิมจากการมาเปิดบริสุทธิ์ จะได้รับความใส่ใจเปนพิเศษ ใช่เซ่เหนเราสดอ่ะ มารุมมุงใหญ่เลยน้า ส่วนมากก็มาถามไถ่ ให้ข้อมูลแสดงความห่วงใหญ่ เข้าใจว่าหน้าตาดี แต่มีคนรักแล้ว (อ๊วก)

ระหว่างนั้นก็แอบมองเตียงตรงข้าม ที่หันหน้าเข้าหากัน ซึ่งเราจะสามารถมองหน้า มองตา ให้ความเหนใจ กำลังใจ เลยเถิดไปถึงการมีเพศสัมพันธ์ทางการจ้องตา อย่างเช่นปลากัดได้เลย แต่เดชะ ตรงหน้าเป็นผู้ชาย เลยไม่ได้จะไปทำไรกะมันมาก ได้แต่ศึกษาว่าเค้าทำไรกันบ้าง ที่เห็นก็เปนหลอดสูบเลือด ต่อกับข้อแขนของผู้ป่วย ภายในก็มีแต่เลือดสีแดง ต่อยาวไปถึงถุงเลือดด้านข้างๆ ที่จะวางอยู่บนเครื่องคล้ายๆตาชั่ง ที่จะชั่งปริมาณของเลือด รวมทั้งโยกถุงเลือดอยู่ตลอดเวลา เพื่อไม่ให้เลือดแข็งตัวมั้ง อันนี้คิดไปเอง นอกจากนี้จะมีแท่งเหล็กให้เรา กำๆคลายๆไปเรื่อยๆ น่าจะช่วยในการไหลเวียนของเลือดมั้ง กูวิเคราะห์มั่ว อย่าไปใส่ใจเลย ระหว่างที่รอเค้าสูบเลือดให้ครบปริมาณ แต่ละคนก็จะมีกิจกรรมของตัวเอง อย่างคุยโทรศัพท์ คุยกะคนข้างๆ ไปจนกระทั่งหาเรื่องนอนหลับ

มาถึงคิวกูแล้ว หลังจากได้ฟังคำขู่จากน้องพอลล่าผู้มีประสบการณ์มาก่อน อย่างเช่น เรื่องสุขภาพ หรือเสดแล้วจะมึน เปนลมได้ อาจจะมีชอตแสดงความเปนห่วงซึ่งกันและกันให้คนอิจฉาบ้าง แต่ไม่ได้มีไรกัน อย่าเอาไปเขียนข่าวกันเลยเถิดหล่ะ

เริ่มแรกก็รัดสายยางที่ต้นแขน ให้เส้นเลือดปรากฏตัวก่อน หลังจากนั้น จะเปนการจินตนาการ เพราะกูไม่กล้าดูและ ใจมดจิงๆ ภาพในจินตนาการต่อจากนั้น ก็มีการเช็ดแอลกอฮอ บริเวณข้อแขนด้านใน ซึ่งจะเปนจุดที่จะเจาะเลือด แล้วก็ค่อยๆสอดใส่เข็มเข้าไปในร่างกายกู

"เจ็บหน่อยนะ"  พยาบาลสาวกระซิบที่ข้างหูผม พลางพยายามสอดใส่สิ่งนั้นเข้าไปในร่างกาย

 ขนผมลุกไปพร้อมกับความเสียวซ่านทั่วร่าง กัดฟันไว้แน่นราวกับพยายามฝืนทนกับความเจ็บปวดจากครั้งแรก เสียงครางเบาๆ ดังออกมาโดยไม่รู้ตัว

ผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะไม่กล้ามองสิ่งที่พยาบาลสาวกำลังพยายามทำอยู่นัก แต่รู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดแบบแปร่บๆ บริเวณตรงนั้นของผม

"ครั้งแรกก็แบบนี้แหละคะ" แม้เธอจะพยายาม ปลอบประโลมผม แต่จังหวะที่สิ่งนั้นสอดแทรกเข้าไปในผิวหนัง มันแสบเสียวซ่าน และรู้สึกเหมือนมีของเหลวซึมไหลออกมาปริมาณหนึ่ง

ชั่วอึดใจ ความเจ็บปวดก็แปรเปลี่ยนเป็นความสุขสุดยอด สมกับครั้งแรกที่รอคอย ความบริสุทธิ์ของผม มอบให้แก่พยาบาลสาวผู้นี้ไป อย่างจำใจ

เอิ่ม จินตนาการกันไปไหนหน่ะ คิดมาก คิดมาก

ต่อไปก็เป็นช่วงนอนรอเวลา เครื่องจักรจะทำงานเหมือนปั๊มน้ำ สูบเลือดเราออกมาจากต้นแขน เลือดสีแดงฉ่าไหลอย่างมั่นคงไปตามสายยาง ลงไปรวมกันในถุงเลือดด้านล่างอย่างสม่ำเสมอ บนเครื่องมีตัวเลขบอกปริมาตรของเลือดที่ดูดออกมาได้แล้ว ค่อยๆเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ปริมาณของเลือดที่บริจาคในแต่ละคนจะขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวของผู้บริจาค สำหรับคนหุ่นดีๆแบบกู ครั้งแรกเลยโดนไป 450 cc ระหว่างทางที่เรานอนบริจาคเลือด เค้าก็จะให้กำและคลายแท่งเหล็กไปด้วย เหมือนบริหารมือแก้เหงาไปในตัว ช่วงที่นอนอยู่ กูก็ถือโอกาสหันไปแอบมองน้องพอลล่าบ้าง เผื่อเค้าไม่รู้ว่าเราแอบรัก 

แต่น้องพอลล่าเธอจะเป็นคนดีมาก จะชอบหันมาถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง ประกอบกับที่กูรู้สึกโหวงๆนิดๆ กับการเสียเลือดเป็นจำนวนมาก ในเวลารวดเร็ว แต่ก็ไม่แน่ใจว่ามึน หรือหน้ามืดบ้างหรอป่าว แต่ในจิตวิญญาณของนักแสดงที่อยู่ในสายเลือด เค้าบอกว่าการบริจาคเลือดมันจะทำให้มึน เออเด๋วกูทำหน้ามึนหน่อย แล้วก็ทำให้หน้ามืดนิดๆ อ่ะไม่ทำหน้าก็มืดอยู่และ เริ่มแสดงออกทางสีหน้า แววตาให้ดูน่าสงสารเค้าไว้ จังหวะนั้นก็หันไปสบตากับน้องพอลล่า เรียกคะแนนความน่าสงสารได้อีก 35% เวลาน้องเค้าถาม เราก็จะโชว์แมนหน่อยว่าไม่ได้เปนอะไร และถามกลับด้วยความห่วงใยบ้างเป็นครั้งคราว

จำได้ว่าเลือดของกูพุ่งแรงมาก เค้าเรียกคนพลุ่งพล่าน เผลอแปปเดียวเลขกูก็ 400 แล้ว แต่น้องพอลล่าที่รัก ถุงบริจาคแค่ 300 ยังทำยอดขายไม่กระเตื้องนัก พยาบาลมาเชคดู อาจจะพบความตีบตันของเส้นเลือด ลมปราณไม่ไหลซ่าน แบบนี้ต้องสกัดจุดรักที่หัวใจซะหน่อย ฮิ้ววววววว

ไม่นานถุงเลือดของกูก็เต็มปรี่ไปด้วย เลือดบริสุทธิ์ที่ล้างแอลกอฮอล์มาแล้วตั้งแต่เมื่อคืน (แอลกอฮอล์ยี่ห้อไฮเนเก้น อิมพอตมาจากฮอลแลนด์ด้วย ไฮโซป่ะหล่ะ) เมื่อเลือดครบแล้วก็ถึงขั้นตอนที่กูไม่กล้าดู คือการตัดสายเลือด และถอนเข็มออกจากแขน ซึ่งน้องพอลล่าอีกแล้ว ก็บอกว่าอย่าไปดู เพราะจะเหนเลือดไหลทะลักกระอักอาบแผ่นดิน เป็นที่สยดสยองของปวงประชายิ่ง กูซึ่งเชื่อคนง่าย เลยหันไปมองตาน้องเค้าแทน และจินตนาการว่าพยาบาลทำอะไรกะแขนกูอยู่  ก็ค่อยๆดึงเข็มออก แล้วก็ตัดสายทิ้ง แล้วก็เอาผ้ากอตมาปิดแผลไว้ น่าจะจบกระบวนการแค่นี้ แล้วเค้าก็มาบอกให้กูพักซักสองสามนาทีก่อน ค่อยลุกได้

ช่วงนี้กูก็ตรวจสอบสภาพตัวเองว่ามึน หรือหน้ามืด ปวดหัว แขนขาอ่อนบ้างหรือไม่ จิงๆกะนอนหลับซักครึ่งชั่วโมง แต่เกรงใจเค้า คนต่อคิวนาน ซักพักกูเลยขอน้องพอลล่าออกมาก่อน เพื่อไปกินของว่างเพิ่มพลังงานที่เสียไป เดินโซเซออกจากห้องไปอีกห้องหนึ่ง มีเก้าอี้และโต๊ะเรียงรายอยู่ สุดทางเป็นเคาเตอร์มีถาดอาหารบริการแก่ผู้บริจาคโลหิต กูเดินเข้าไปอย่างมึนๆ แสดงออกทางสีหน้าให้คนเห็นชัดๆว่ามึน แต่ไม่ได้มึนจากการบริจาคเลือด แต่มึนเพราะไม่รู้ต้องทำไงต่อ คุณยายที่ประจำห้องนั้นเห็นเข้าก็ยกถาดอาหารมาให้กู แถมรู้อีกด้วยว่ากูมาครั้งแรก พูดคุยกะคุณยายเล็กน้อยก็นั่งลง ในถาดมีขนมธัญพืช 1 ถุง โอวันตินเย็น และชา อย่างละ 1 แก้ว ที่เก๋คือทุกถาดมีแถมยาดมด้วย เหมือนเจอทอง ไม่รอช้ากูรีบหยิบมาสูดดม เหมือนคนติดกาวที่ลงแดงอย่างหนัก สูดแล้วมันชื่นใจจิง ซี๊ด.....อ้าาาาาาาาาาา ส่วนขนมไม่อร่อยเลยแหะ ระหว่างนั่งกูก็ไม่ได้รู้สึกหน้ามืดตามัว เท่าไหร่นักคิดว่าร่างกายที่ฟิตพร้อมมาก่อนอย่างดี รับสภาพครั้งแรกไหวได้อย่างไม่มีปัญหา  ไม่นานนักน้องพอลล่าก็ออกมาอย่างปกติดี สมกับคนที่มีชั่วโมงบินสูง และบทสนทนาเรียกร้องความเห็นใจของกู และความใส่ใจในกันและกันเกิดขึ้นอีกครั้ง

เมื่อพร้อมก็ถึงเวลากลับ ก่อนกลับจะได้รับใบนัดอีกหนึ่งใบ เป็นระยะเวลาสามเดือนจากวันนี้ แปลว่าเราจะบริจาคได้อีกครั้ง คือในอีกสามเดือนหน้า สำหรับสาเหตุนั้น กูก็ไม่ได้ถามเค้า แต่คิดว่าน่าจะเกี่ยวกับสุขภาพของผู้บริจาค ไว้ครั้งหน้าจะมาถามอีกที

ถ้าคุณชอบใครซักคน แต่เป็นคนหวั่นไหวง่าย หรืออยากรักแต่รักไม่ได้ คิดถึงอยากเจอแต่กลัวหัวใจระทวย แนะนำให้นัดกันออกเดทโดยมาบริจาคเลือดคู่กัน จะมีช่วงเวลากุ๊กกิ๊ก และแสดงความเป็นห่วงซึ่งกันและกันได้หลายชอต แต่จะเป็นเดทที่จะจัดขึ้นได้ สามเดือน หนึ่งครั้งเท่านั้น เหมาะกับเป็นชู้เค้าก็ดีเหมือนกันแหะ

อ่านๆไปก็เหมือนไม่ได้มีอะไรมาก เพราะไม่มีเรื่องตื่นเต้นไรมากมาย แค่เขียนให้ดูเว่อเข้าไว้ แต่หวังว่าบทความนี้จะช่วยชักจูงให้คนไปบริจาคเลือดได้บ้าง ไม่มากก็น้อย เป็นบุญกุศลแก่ตัว และกูขอบุญซัก 10% ให้กูได้เมียเป็นเกาหลีในเร็ววันนี้ด้วยเถิด สาธุ๊

 รายละเอียดเพิ่มเติมติดตามในเว็บนี้ http://www.nbc.in.th/data/why_blood_web.htm

ท้ายที่สุด ตอนนี้ขอขอบคุณ สภากาชาดไทย สำหรับประสบการณ์นี้ และจะมีเรื่อยๆต่อไปทุกสามเดือน

น้องพอลล่าที่รัก ที่อนุญาติให้ติดตามไปด้วย บางเรื่องแซวเล่นก็ขอโทดที คราวหน้าจะเอาวิลแชร์เตรียมไว้ให้ เชิญเต็มที่ได้เลย พี่จะอยู่เคียงข้างเสมอจ้ะ

edit @ 18 Jun 2008 09:47:52 by *~AnniEMaki~MiYabI~*

2008/Jan/25

คิดถึงกันไหม หลังจากที่ดองไดนานจนจำไม่ได้ว่าตัวเองมีไดกะเค้าด้วย วันนี้จับมาปัดฝุ่นเสียใหม่ เนื่องจากอารมณ์ดีสอบผ่านเรียนเกือบจบ แต่งานยังไม่ได้ส่ง ช่างมันเอาไว้ก่อน  กลับมาอีกครั้งกับบทความเลวๆที่พวกคลั่งไคล้ญี่ปุ่นจะเกลียดกู เช่นเช้ามากูชาเขียว กลางวันกูฟังเพลงยุ่น อย่างจอนหนี จู๋เนียน Johnny Jr. (ขาดทุน KATTUN สเมิพ SMAP อารามชี ARASHI นิ่ว NEWS โธ่ขี้โอ่ TOKIO ทักกี้ซื่อบื้อซะ TACKEY TSUBASA คันใจหนิเอดส์ KANJANI8  หวีซีก V6 กินขี้คิด KINKI KIDS เฮเซจำ HEY SAY JUMP) อย่างงว่ารู้จักได้ไง มันหน้าใส เลยต้องรู้จักไว้ ตกเยนกูเข้าฟูจิ แดกอะไรเก๋ๆเรียกยากๆ ไม่รู้ว่าคืออะไร พอตกดึกกูดู AV ไทยจีนฝรั่งไม่สน (เกี่ยวม่ะวะ)  

อ่ะ เรื่องของเรื่องไม่มีไรทำ คิดเรื่อยเปื่อยว่ากรุงเทพเรา จะดีกว่าโตเกียวได้ไง แต่ก็ไม่ได้บอกว่าโตเกียวมันเลวไปซะทุกอย่าง แต่เรื่องดีๆ ใครๆเค้าก็พูดกันอยู่แล้ว มันจะไปสนุกอะไร เริ่มเลย 

 1. อากาศไม่เฉพาะโตเกียว แต่ทั่วทั้งประเทศ ญี่ปุ่นเป็นประเทศสุดโต่ง จะร้อนก็ขอร้อนให้เว่อ จะหนาวก็หนาวอวัยวะหด ใครจะเชื่อว่าญี่ปุ่นมันร้อนได้กว่ากรุงเทพ ที่มันร้อนตลอดเวลา แต่มันก็เป็นเรื่องจริงไปเสียแล้ว เพราะประเทศนี้เวลาหน้าร้อน จะร้อน และแห้งแล้งมาก ถ้าเราเดินแถบชอปปิ้งอย่าง ชิบุย่า ฮารา อุเอโนะ ชินจูกุ ตามถนนข้างทาง ไม่นานก็ได้แห้งตาย ต่างจากเมืองไทย ถึงจะร้อนแต่เราก็มีลม ถึงจะร้อนชอปปิ้งเรามีพาราก้อน มีสยามเซนเตอร์ ให้ตากแอร์สบายใจ เรียกว่าห้องแอร์เราหาง่ายก่ามันล่ะกัน อีกเรื่องลมประเทศนี้แรงเว่อ อย่าหวังว่าจะมีลมพัดชิวๆให้แค่เย็นใจ ลมประเทศนี้กูพัดทีกะเอามึงตาย ประสบการณ์การขี่จักรยานที่ยากเป็นอันดับสามคือ เวลาที่ลมแรง ขี่ยังไงก็ไม่ไป ซ้ำฝุ่นยังเข้าตา ต้องหลับหูหลับตาขี่ รถจะเฉี่ยวจะชนตอนไหนก็ไม่รู้ มาถึงความหนาว ไม่ต้องพูดถึง ปีนี้ หิมะตกบ่อยเหมือนสาววัยรุ่นเพิ่งเคยมีประจำเดือน ตกวันเว้นวัน บางวันหิมะตก ต่อด้วยฝน ปิดท้ายหิมอีกรอบ คนอื่นอาจคิดว่าดีจัง หิมะตก คงสวย สวยมันก็สวย แต่กูหนาว ตกให้มันพอเพียง จะตกเยอะหาพ่อหรอคับ 

2. เรื่องชอปปิ้งต่อ ไม่รู้เหมือนกันแหะ สำหรับกูที่ไม่ได้สนไรมากมายกลับคิดว่า กรุงเทพมีไรให้เดินดูได้มากกว่า ใครเคยไปฮาราจูกุจะรู้ เหมือนกูนึกภาพซะใหญ่โต ถนนยาวๆ ข้างทางมีแต่ของเก๋ๆ ผู้คนเก๋ๆ ที่ไหนได้ ถนนหลักแม่งสั้นกว่าเดินมาพาราก้อนรอบชั้นนึงอีก แล้วร้านแม่งก็เหมือนๆกันอ่ะ ไปฮารา ชิบุย่า ไม่ต้องดูของหรอก ดูคนดีกว่า เผื่อเจอคนงามๆ น่าจับจ่ายก่าแยะ หรือการอยู่ปทเอี้ยนี่มานาน ทำให้ทุกอย่างดูไม่แปลกตา ของก็ดูเฉยๆ เทียบกับเวลากลับไทยแล้ว มีอะไรตื่นใจก่ากันแยะจิงๆ 

3. สตรีเพศ sterotype สาวยุ่น ชุดนักเรียน ผมยาว ขาว สวย หุ่นดี ตาโต แอ๊บแบ๊ว น่าร้ากใจละลาย หัวใจจะวายแทบเท้า อีห่าอยู่มาสองปีก่า เคยหัวใจจะวายเพราะสาวยุ่นแทบนับครั้งได้ คนสวยประเทศนี้เหมือนนกเงือก ต้องหาดูเฉพาะที่ เฉพาะเวลา และฤดูกาล ใช่ว่าเดินที่ไหนก็เจอ มาเดินแถวบ้านกูซิ ไม่เคยมี ต้องไปชิบุย่า ซักสี่ห้าโมงเยน ชุดนักเรียนเยอะๆ อาจจะพอมีผ่านมาบ้าง ไปฮาราซักห้าหกโมงเย็น ตะวันใกล้ตก ไม่รู้คนสวยออกมาจากไหน เหมือนโดนแดดกันไม่ได้ ถ้ามึงเดินกลางวัน จะเจอน้องนักเรียนขาใหญ่เป็นปกติ น้องสก๊อยแต่งหน้าเจ็บๆ น่ากัวๆ หรือผู้หญิงวัยมหาลัยของประเทศนี้ที่ชอบทำตัวแก่เกินวัย ไม่ถูกใจกูอย่างแรวง แตกต่างจากสยามบ้านเฮา เดินเวลาไหนก็จะต้องได้พบใครซักคนที่คุณอยากแต่งงานด้วย รถไฟฟ้า รถไฟใต้ดิน ก็มีโอกาสพบสบตา กุ๊กกิ๊กก่าประเทศนี้มากนัก

  4. สถานที่เที่ยวกลางคืน ความเรื่องมากของผับบาร์ประเทศนี้ไม่เปนรองใคร ถือว่าประเทศท่องเที่ยว ทุกร้านต้องเสียตังเข้าโคดแพง พันก่าบาททั้งนั้น แล้วผู้ชายยิ่งโดนกีดกันทางเพศอย่างมาก บางร้านผู้หญิงเข้าฟรี บางร้านถ้ามึงเป็นเพศชาย มึงต้องพาเพศหญิงมาด้วย ถึงจะได้เข้า เรื่องมากแบบนี้กูนอนอยู่บ้านดีม่ะ แน่นอน ต่างจากค่ำตืนแสนเปลี่ยวในกทม มันจะเปลี่ยวถ้ามึงนั่งเล่นแคมฟอกอยู่บ้านคนเดียว แต่อย่า เราต้องออกมาพบปะแสงสี rca สีลม ทองหล่อ รัชดา ฯลฯ ที่เที่ยวกลางคืนมากมายในกรุงเทพ ที่เที่ยวทุกคืนก็ไม่หมดทุกร้าน เข้าง่าย ออกง่าย แค่มีบัตร ตังค่าเข้าส่วนมากก็ไม่เย ไอ้ที่ให้เสียมันพวกร้านขี้งก เข้าไปไม่คิดมาก เหมือนกัน มืดๆสลัวๆ เปิดเพลงตึ๊บๆ กินน้ำเปล่า น้ำส้ม น้ำอัดลม แต่เมาได้ (เพราะผสมเหล้าไง) พบเจอผู้คนที่ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักเธอ แต่เด๋วก็รู้จัก คนไทยก็ดี

เจอเกาหลี ต้องอย่าลืม ซารางแฮโย 

5.  การคมนาคม ประเทศญี่ปุ่น เปนประเทศที่การคมนาคมเปนเลิศ โดยเฉพาะรถไฟ เรียกว่าไปถึงทุกตำบล ทุกผลิตภัณฑ์  ในส่วนของโตเกียวนั้น ทั้งรถไฟใต้ดิน และบนดิน พันกันให้ยุ่งยากไปหมด ถ้าไม่มีความชำนาญในพื้นที่ ต้องหลงแน่นอน ขนาดไอ้ยุ่นเองมันยังหลง แล้วกระเหรี่ยงไม่หลงก็แปลก หลงในที่นี่อาจ ขึ้นผิดทาง เดินเปลี่ยนสายไม่ถูก ขึ้นผิดคัน ฯลฯ ร้อยแปดปัญหาที่เคยเจอมาแล้ว แย่สุดก็เวลาเร่งด่วน ตอนเช้า หรือเย็น เคยขึ้นทีนึง กะว่าขอเบียดกะน้องนักเรียนได้ไหม ขึ้นมามีแต่พนักงานออฟฟิส ใส่สูท หน้าตาชีวิตไม่เคยผ่อนคลายเหมือนกันทุกคน เบียดกันเข้ามา ไอ้คนเข้าไม่ได้ก็ออกแรงดัน ให้คนอื่นเข้ามาเยอะๆ ทำยังกะพวกกูเปนหมูไม่ยอมเข้าคอก เวลาเบียดคนส่วนใหญ่จะได้ยืนขาเดียว แต่ถ้ามึงเปรี้ยวลองปล่อยขาดู แล้วจะรู้ว่าเราก็บินได้  แตกต่างอีกกับรถไฟฟ้า รถไฟใต้ดินบ้านเรา เคยเบียดเสียดกันไหม อย่างมากก็แค่คนเยอะ แต่ให้เบียดตัวลอย คงไม่มี ถ้าเบียดโอกาสเบียดสาวๆเยอะก่าอีกด้วย รวมทั้งความเรียบง่ายของมัน ใครหลงทางรถไฟฟ้า รถไฟใต้ดิน ต้องเปนกระเหรี่ยงแน่นอน หรือว่าพวกนักเรียนนอก (แบบกูที่เคยหลงเวลากลับใหม่ๆ)

6. ถังขยะ ใครมายุ่น มาโตเกียว ไม่บ่นเรื่องนี้กูให้เตะเลย ประเทศนี้งกถังขยะ ถังขยะจะเป็นสิ่งที่หาได้ยากมากตามท้องถนน เหมือนกับไม่ชอบให้ถังขยะเปื้อน หรือขี้เกียดเกบขยะมาก เลยไม่ค่อยมี ถ้ามึงมีขยะ อยากทิ้งเหลือเกิน ไม่ไหวแล้ว มองหาก็ไม่มี จงเก็บไว้ สถานที่ที่จะพบถังขยะได้ง่ายสุดคือ หน้าร้านสะดวกซื้อนั้นเอง อย่าลืมแยกขยะ เพื่อความเจริญของประเทศชาติมันด้วย ต่างจากไทยอีก โอ้กรุงเทพ ที่ไหนก็มีถังขยะ สองสามก้าวเด๋วก็มีแล้ว ตามท้องถนน ทุกที่ไม่เคยต้องใช้กริยาค้นหาเสียด้วยซ้ำ ไม่ต้องแยกขยะด้วย สะด๊วกสะดวก (บทความนี้เข้าข้างกทมคับ)

7. การใช้ชีวิต ปิดท้าย ข้อสุดท้ายเหมือนภาพรวมของทั้งหมด ค่าครองชีพที่สูง ทำให้กระเหรี่ยงแบบกูต้องคิดมาก ใครบอกอยู่ยุ่นจะอ้วน มีแต่ผอมเอาผอมเอา เพราะไม่มีอะไรจะกิน ทำกินเองบ้าง ซื้อกินบ้าง แต่ถ้าให้กินร้านอาหาร คงเฉพาะโอกาสจำเป็นเท่านั้น ต่างจากกทม อะไรก็ถู๊กถูก กลับไปยังกะเปนเสี่ย อยากกินไร ลองตีกลับมาเปนเยน คิดแล้วอยู่ยุ่นกูซื้อได้แต่ข้าวกล่องรสชาติแมวๆ กล่องเดียว แต่อยู่นไทยเท่ากันแดกได้ยังกับราชา โอ้ความสุข เรื่องของค่าครองชีพยังกระทบไปเรื่องอื่นๆด้วยเช่นกัน เช่นค่ารถไฟ ค่าที่พัก ค่าเหี้ย ค่าห่า อะไรที่มึงต้องเสียตัง มีไม่กี่อย่างที่ญี่ปุ่นจะถูกก่าไทยได้ เครื่องใช้ไฟฟ้าจะให้ถูกก่าไทย ต้องซื้ออย่างชาญฉลาด ข้อมูลต้องแน่น เป็นต้น

 จริงๆที่เขียนมาทั้งหมด ไม่ได้จะบอกว่าญี่ปุ่นมันเหี้ยกว่าไทย จริงๆแล้วมันก็ไม่มีประเทศไหนจะดีซะทั้งหมด เพียงแต่ข้อดีของมัน ก็รู้กันอยู่แล้ว ถ้าให้บรรยายความเจริญ และความมีระบบ ที่ทำให้ประเทศมันยิ่งใหญ่หล่ะก็ คงเยอะเกินไป เอาความเลวๆมันมาแฉสนุกก่ากันแยะ ยังไงกูก็เรียนจบจะกลับบ้านอยู่แล้ว มาจับกูไม่ได้และ   

ในส่วนตอนต่อไป ไม่รู้อะไรดี ดูก่อนแล้วกัน

 

edit @ 14 Feb 2008 22:53:07 by *~AnniEMaki~MiYabI~*

2007/Sep/11

เอาเข้าไป นี่กูดองบลอกไปนานแค่ไหนแล้วนี่ เอาจิงๆกูเขียนบลอกทิ่งไว้ถึงสองเรื่อง เรื่องแรก เขียนตอนอยู่ญี่ปุ่นเมื่อ ปลาย กค ได้ แล้วก็พับไว้ เปนโปรเจคภาคต่อ อีกเรื่องเขียนตอนเพิ่งกลับมาจากไทย เรื่องดิสนี ซี ที่ได้ไปเที่ยว แต่ตอนนี้ทั้งสองเรื่องก็ยังเขียนไม่จบซะที เลยมาเขียนเรื่องนี้ก่อน เหมือน star wars แล้วกัน ทำภาคหลังก่อน ค่อยมาทำภาคแรก

งั้นถือว่านี่เปนรายการขั้นเวลา (ให้หายคิดถึง มีใครคิดถึงมึง?) แล้วจะพยายามไปขุดอีกสองตอนมาเขียนให้จบซะที ก่อนอื่นตอนนี้ขอเปนเรต PG ผู้ปกครองควรชี้แนะ เรื่องเรตเรามีอธิบายตอนดิสนีซี

เอาว่าสรุปเมืองไทยช่วงนี้กันหน่อยแล้วกัน กลับมาตั้งแต่ 20 สค และอีกไม่กี่วันก็จะกลับไปอีกแล้ว

กรุงเทพ ยังเหมือนเดิม ไม่มีไรมาก กลับมาก็ใช้เวลาขายของ เพื่อหาตังเที่ยวตามประเพณีเดิมที่ทำมาตลอด โดยช่วงแรกเราเที่ยวแบบไซเบอร์ กล่าวคือ การไปหาเพื่อนเต้ยที่เปิดร้านเนตแถวรัชดา กูก็ได้พบว่า แคมฟ๊อกซ์ ที่เค้ากล่าวขายนกันมันเปนเยี่ยงไร แน่นอนคาดว่าไปญี่ปุ่นคงเล่นไม่ได้ เพราะมันบลอกจิตวิญญาณของโลกอินเตอเนตไปทุกอย่าง - การโหลดบิท การเล่นเกมออนไลน์ และเวบแคม หมดไม่มีเหลือ แต่การได้มารู้จักแคมกบ ทำให้พบโลกอีกด้านที่น่าสนใจในเมืองไทย การคุยกัน แชตกันโดยเหนหน้าฝ่ายตรงข้ามก็คงไม่มีไรมาก แต่ที่กูได้เหนมากกว่านั้น ทั้งโยกย้าย โชว์ ทั้งชายและหญิง แคมฟอกมีห้องเกย์ด้วย แต่ไม่กล้าเข้า และได้ม่อสาวในแคมฟอกอีกตะหาก คิดถึงสมัยเดกๆ ตอน chat ใน sanook.com หรือ mirc ที่เคยหลอกผู้ชายว่ากูเปนผู้หญิงมาแล้ว สนุกดี แค่สำหรับกบนั้นคงหลอกได้แค่ เอาหน้ากากกอฟไม้มาใส่ แค่นั้นแหละ

กิจกรรมที่น่าสนใจอื่นๆคือ การได้เจอป่าน คราวนี้เจอนานมาก ป่านมันดูโตขึ้น เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น และก็น่ารักขึ้น คงเพราะมันเปนดาราเตมตัวแล้ว ไปไหนก็มีแต่คนมอง น้องกูสาด อีกอย่างคือละครคณะครั้งแรกในรอบสองปี เปิดกระโปงคอนแวน ไรก็ไม่รู้ มันก็ดีที่มีแต่เดกชุดนักเรียนคอนแวนเตมเวที เหมือนสร้างมาเพื่อกู แต่นอกจากนั้นในส่วนของบทที่ไม่รู้จะด่าไง เพราะในแบบสอบถามไม่มีที่ให้กูเขียนด่า รวมกับหลายๆจุดที่เรียกได้ว่าเปนละครฉาบฉวย ดูสวยแต่ผิวหน้า แต่เนื้อในไม่มีอะไรเลย ช่างแม่งถือว่าขายได้ก็พอ

อีกเรื่องนึง เปนรอบการกลับมาที่เที่ยวกลางคืนบ่อยมาก มีช่วงนึงที่เที่ยววันเว้นวันเลยก็ว่าได้ ไม่นับการกินเบียกะเพื่อนเต้ยที่ร้านเนต ข้ามไปถึงการเที่ยว4 วันที่ไล่เลี่ยกัน วันเสาร์หลังจากเลิกละครแล้ว (ละครเล่น 19.30 เลิก ห้าทุ่ม มึงให้กูดูโอเปร่าหรอเนี้ย) แยกย้ายกันตามประสา พวกคนแก่มากก็กลับบ้านไปนอน เหลือวัยรุ่นแค่สามคนคือ กู บี และมะยอย แอร์การบินไทย ไปต่อกันแม้จะดึกแล้ว ซึ่งมีคุณฉัตร และโอม ที่พลาดการดูละครสุดยอด ไปรอที่ร้าน ชื่อ เออบาร์ แถวๆเหม่งจ๋าย ไปถึงร้านก็เที่ยงคืนแล้ว กินไป ดื่มไป เด้นไปตามประสาเดกใจแตก และแล้วไม่น่าเชื่อ ผู้ชายคนนึงเดินมาหากู พร้อมโทรศัพ มันกระซิบบอกว่า เพื่อนชอบ ขอเบอร์ได้ไหม กูก็แอบกรี๊ดในใจ ว่านี่เปนครั้งแรกที่คนขอเบอร์(ในสถานที่เที่ยวกลางคืน) แต่ภายนอกกูเฉยมากๆ เหมือนว่าเรื่องปกติ ของคนหน้าตาดี จึงบอกกลับไปว่า "ให้เค้ามาขอเองซิครับ" จิงๆกูกัวมันจะเอาเอง กูไม่ใช่เกย์นะเว้ย เพื่อนที่เหลือเริ่มมองกูและมีกระซิบกระซาบ ไม่นานนัก ก็มีผู้หญิงอีกคนเดินมาหากูอีกครั้ง พร้อมโทรศัพอีกเครื่อง คนนี้รูปร่างโอเค หน้าตาไม่รู้มันมืด แต่คงไม่แย่มาก คิดในใจถ้าคนนี้คงยาว แต่ชีกลับบอกว่า เพื่อนขอเบอร์ (อีดอกนี่ ใจตุ๊ด) กูก็บอกเหมือนเดิม ให้มาเองซิคับ

ไม่นานอีก ก็มีอีกคนเดินเข้ามา คนนี้อวบๆ ไม่หน่อย อวบจะอ้วนเลย เดินมาถามว่าทำไมไม่ให้เบอร์หล่ะ กูก็บอกว่า ใครอยากได้ก็มาของเองซิ แล้วเธอก็เฉลยมาว่าเธอนี่แหละ พร้อมกับบอกว่า ก็เราหน้าตาไม่ดีเธอคงไม่ชอบเรา กูคิดในใจ ก็รู้หนิแล้วมาขอทำไม แต่ด้วยความที่เป็นพระเอกมากเลยบอกว่า คิดมากหน่ะ เปนเพื่อนกันก็ได้ (แมนสาดๆ) หลังจากรำคานมันเซ้าซี้ก็กดเบอร์ให้ มีมาบอกว่าเบอจิงป่าว ก็ควักมาให้ดูว่าโทรมาติดไหม หลังจากกูทำท่าไม่ได้เล่นด้วย (เมากว่านี้ก็ไม่เล่นเว้ย) มันก็เริ่มมาลวนลามกู สาดโดยผู้หญิงลวนลาม จับไม้จับมือ จับเอวบ้าง แต่เนื่องจากกูทำท่าเฉยๆไว้ และมีแอบถามว่า ไม่คิดว่ากูเปนเกย์หรอ มันบอกน่ารักขนาดนี้คงไม่มั้ง (แสดงว่าอีนี่เมาจิง เหนกูน่ารัก) แล้วมันก็ชอบถามว่าแฟนไม่ว่าหรอ แฟนไม่ว่าหรอ ถามอยู่นั้นแหละ ก็บอกว่าไม่มี มีคงไม่มา

แล้วเพลงเล่นของสูงก็ดังขึ้น อีนี่รีบเข้ามา ร้องเพลงแล้วจิ้มกูใหญ่ (รู้ว่ากูอยู่สูง ก็ไม่ต้องปีนหรอก เสียเวลา) และอะไรอีกมากมายที่ชีพอจะทำ ไม่นานสงสัยชีจะเหนื่อยจึงกลับไป ประจวบเวลา ตีหนึ่งกว่าๆใกล้ปิดร้าน พวกเราจึงรีบชิ่งก่อน โดยก่อนลาได้คุณบีพาออกไป จึงรอดพ้นสายตาของชีไปได้ ขอบคุณมึง หลังจากนั้นก็ไปต่อพับชื่อ รีโนเวด ลูกใครไม่รู้ เปิดถึงตีห้า ไม่ได้ทำไรมาก คนเยอะสาดๆ

วันต่อมา ไม่มีการติดต่อจากชีเลย เกือบลืมชีชื่อโบ (แล้วอีนี่ขอเบอร์กูไปทำแม้วอะไร)

ต่อมาวันอังคารเริ่มจากอยู่ที่ร้านเนต มะยอย ก็ sms มาว่ามีเลี้ยงละครของคณะ ซึ่งกูนั้นไม่ได้อยากไปเลย เพราะไม่ได้เกี่ยวอะไรกะเค้า แล้วมันก็บอกว่าจะไปพรอพบาร์ rca ก่อน เพราะต้องรอคุณฉัตรเข้าไปพร้อมกัน ซึ่งกูก็ยืนกรานเสียงแข็ง เพราะเล่นแคมกบและกินเบียเล็กน้อยอยู่ ทำให้ขี้เกียด แต่มันก็บอกว่าอยู่คนเดียวบ้าง ไรบ้าง ทำยังกะกูเปนผัวชั่วคราว พอนั่งไปถึงก็พบมันแดกแสงไปแล้วหนึ่งแบนคนเดียว ใจหาญมาก หลังจากนั้นไม่นานคุณฉัตรก็มา จึงย้ายไปที่เลี้ยงละคร และก็ได้พบเพื่อนร่วมรุ่นอีกมากมาย ส่วนรุ่นน้องน่ายินดีที่กูไม่รู้จักแม่งซักคน แปลว่า กูมาหลอกแดกของมึงอย่างเต็มภาคภูมิ

หลังเลี้ยงละครปามานตีสอง กูกะมะยอย ซึ่งเหลือกันแค่นี่ก็เดินไปซื้อบาร์บีคิวกิน และได้พบกับ นาตาลี นาตาลีเธอเมามาก เธอมากับเพื่อนอีกหลายคน หน้าตา เสื้อผ้าเปนยังไงไม่รู้ รู้แต่กูไม่อยากมองมาก นาตาลีเมาหนัก ส่วนกูเมื่อยเลยควักเงินให้มะยอยซื้อให้ด้วย ในระหว่างนั้น เพื่อนนาตาลีขึ้นแทกซี่กันไป และทิ้งนาตาลีไว้คนเดียว แน่นอนตามภาษาสุภาพบุรุษ อีมะยอยวิ่งหนีก่อนเลย กูเลยวิ่งตาม มันบอกไม่อยากรับผิดชอบ เราออกไปนั่งใกล้ๆตรงนั้น มะยอยก็กลับมาพร้อมลูกชิ้น แล้วบาร์บีคิวกูอ่า เลยต้องเดินไปเอาอีกครั้ง แน่นอน นาตาลียังโงนเงียอยู่แถวนั้น กูรีบจ่ายตังและกลับมานั่ง นาตาลีและเพื่อนที่เปนห่วงเธอคนนึง ไม่รู้เดินมายังไง มันวิ่งมานั่งข้างๆ แล้วก็ซบไหล่กู

สาด

ถึงกูจะชอบผู้หญิง กูก็ไม่เอามึง นาตาลี แปปเดียวจำไม่ได้เธอก็ไป โชคดีของกูอีก ระหว่างทางกลับมะยอย ไปส่ง พร้อมด้วยบทสนทนาอีกเล็กน้อย ที่เกย์ใจแตกเค้าพูดกัน

ไม่ทันได้พัก ในวันถัดไป เพื่อนบีบอกว่าคุณฉัตรโทรมาให้ไปพรอพบาร์อีกแล้ว ซึ่งวันนี้มีจัดฉาย สายลับ จับบ้านเล็ก กำกับโดยพี่เอส รอบพี่น้องนิเทศซึ่งกูไม่ได้ไปดู แต่ก็ไปพรอพบาร์อีก เพราะเลิกแล้ว ก็คงมีคนไปมากมายอยู่ ไปถึงก็เข้าไปในร้าน คนเยอะมาก จนต้องไปยืนบนเคาเตอร์ และไม่มีไรมากมายสำหรับวันนี้ ในหน้าเคาเตอร์ แต่หลังเคาเตอร์เจอผู้หญิงแนวถูกใจอีกแล้ว ท่าทางหล่อนดูร้ายนิดๆแบบเร้าใจ ดูแนวเก๋ไม่เหมือนใคร แต่กูก็ได้แค่แอบมอง เพราะเธอมีผัวแล้วนั้นเอง

หยุดพักหนึ่งวัน เปนวันศุกร์ วันนี้ก็มีนัดอีก เริ่มจากไปกินฟูจิ ที่ตึก อื้อเจ่ยเหลียง เขียนไงไม่รู้ ซึ่งแบบทุกคนชอบบอกว่า กลับมาจากญี่ปุ่นไม่ควรพาไปกินไรงี้ แต่อีพวกนี้ไม่ถามด้วย มึงอยากแดกกูก็ตามใจ ไปถึงก็กินไม่เยอะมาก รอบิว จนถึงสี่ทุ่ม ก็ไปต่อที่ rca วันนี้เค้ามีงานไรไม่รู้คล้ายๆคอนเสิดจัดโดย tiger beer มีศิลปินที่กูรู้จักคนเดียวคือ ซินดี้ ซุย โดยค่าเข้า 300 ฟรีเบีย 1 ขวด แต่ก่ากูกะมะยอยจะถึงก็ห้าทุมกว่าแล้ว คนออกันอยู่หน้าร้านชื่อไรไม่รู้ ส่วนใหญ่เปนเดกแนวทั้งนั้น พยายามหาคนน่ารักก็ไม่ค่อยมี เรารอบิวบีนานมาก เพราะเธอทั้งสองมาอีกเส้นทางที่รถติด จนคิดว่าควรจะไปที่อื่นเนื่องจากคนเยอะมากๆ แล้วสายตามะยอยก็เหลือบไปพบ พี่ปอ ซึ่งเปนพี่ที่เคยทำงานด้วยกันที่ indy cafe เข้าไปทักสองสามคำ ตามภาษาคนในวงการ พี่ปอก็ควักบัตร VIP ขึ้นมาให้ แน่นอน เมื่อมีบัตรเราก็เข้าฟรีไม่เสียตัง เข้าไปผู้คนเบียดเสียดไม่มีที่จะเดิน เรารีบเดินไปเอาเบียฟรีหนึ่งขวดก่อน แล้วเดินขึ้นไปพบกับโอมที่ชั้นสอง ไม่นานก็ลงมาข้างนอก เพราะทนคนเยอะไม่ได้ รวมกลุ่มใหญ่ๆกันซักพัก จึงตกลงไปต่อ และกูขอว่า รูท ได้ไหม ไม่เคยไป ตอนแรกก็ว่าเช่นนั้น บิวบอกไม่เคยไปพรอพบาร์ (และเนื่องจากบิวเปนคนที่ไม่ค่อยเที่ยว) กูซึ่งเปนคนที่เบื่อพรอพบาร์มากๆที่สุด เลยต้องตามใจ

เราไปถึงก็เที่ยงคืนครึ่งมั้ง คนเยอะมากๆ ไม่มี่ที่จะยืน แต่โชคดีขึ้นไปชั้นสองได้พบกับพี่หญิง พี่ยศ และพี่ๆนิเทศอีกจำนวนหนึ่ง เราจึงไปแจมได้ พรอพบาร์วันนี้ไม่มีไรมาก แต่จากชั้นสองกูก็ได้พบเธออีกครั้ง ผู้หญิงแนวๆที่พบเมื่อวันพุธ เธอเปนนักร้อง พระเจ้าช่วย จะดิบไปไหนหล่ะนี่ หลังจากแอบชื่นชมจากชั้นสองไม่นานก็เริ่มหมดรักเธอ เพราะเธอโหดมาก ทั้งรอค ทั้งอีโม ขอโทดนะชอบคนหวานๆ

เปนคืนที่เล่นใหญ่ได้ทั้งๆที่ไม่เมา ไม่รู้ทำไม พอจบตีสองก็ไปต่อกันที่ 55 โภชนาตามประสาคนหิว เอาว่าจบแค่นี้ดีก่า รายละเอียดเยอะจิงๆแต่ไม่บอกทำไมเขียนไปเขียนมากะเขียนสั้นๆมันถึงยาวอีกแล้ว คนยิ่งไม่ค่อยอ่านอยู่กู

ปล เที่ยวจนไอ ไม่สบาย ทำไปได้ แต่ไม่เข็ด

ตอนต่อไป คงต้องจบดิสนีซีให้ได้และ ซักเดือนสองเดือนฮ่าๆ